เส้นทางแห่งการต่อสู้”หุ่นช่างฟ้อน”จากศิลปะข้างถนนสู่เวทีเทศกาลหุ่นโลก

Advertisement

เส้นทางแห่งการต่อสู้”หุ่นช่างฟ้อน”จากศิลปะข้างถนนสู่เวทีเทศกาลหุ่นโลก  ต่อจากเมื่อวานนี้ที่ทั้งคู่เล่าเรื่องราวความเป็นไปเป็นมาของการ กำเนิด “หุ่นช่างฟ้อน” ตั้งแต่จุดเปลี่ยนของการดำเนินชีวิตจนมาเป็น “หุ่นช่างฟ้อน” จนถึงทุกวันนี้ ส่วนเนื้อหาในวันนี้เป็นเรื่องของแง่มุมความคิดหลังจากที่ ศิลปะ “หุ่นช่างฟ้อน” เริ่มเป็นที่รู้จักและยอมรับของคนจำนวนมาก ทั้งคู่อยากให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องช่วยเหลืออย่างไร อุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการต่อสู้ให้หุ่นช่างฟ้อนสามารถผงาดบนเวทีโลกได้มีอะไร บ้าง แนวโน้มของศิลปะ “หุ่นช่างฟ้อน” นับจากนี้ไปในอนาคตจะเป็นอย่างไร สุดท้ายทั้งคู่ฝากแนวคิดดีๆ ให้คนไทยภูมิใจในศิลปะของตัวเองอย่างไรไปติดตามได้เลยครับQ หลังจากที่ผลงานของเราได้เผยแพร่ออกไป ทางกระทรวงวัฒนธรรมหรือหน่วยงานราชการมีที่ เข้ามาสนใจศิลปะของเรา ได้นำเข้าไปศึกษามากขึ้นหรือ เอาไปอยู่ในหลักสูตรอะไรบ้างหรือเปล่า
โจ-ภาสกร “คือหลักๆ ที่เขาสนับสนุนเราได้คือ ปีหนึ่งมีงานจัดงานครั้ง 2 ครั้ง เฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ หรือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็เอาเราไปร่วม แต่เราไม่รู้ว่าระยะยาวมันจะมีอะไรอีก แต่หลักๆ คือเขาช่วยเราเท่าที่ช่วยได้”
หน่า-ทรัพย์ทวี “ในความรู้สึก อยากเห็นการสนับสนุนเป็นอย่างยั่งยืน มันจะไม่ค่อยมองเห็นในศิลปวัฒนธรรมของทางบ้านเรา หุ้นช่างฟ้อนเอง ในความรู้สึกของพี่ คือสามารถเรียนรู้และอยู่กับเราไปตลอดชีวิต พี่คิดว่าสิ่งที่ทำน่าจะเป็นแบบอย่างที่ดี สำหรับเยาวชน”
โจ-ภาสกร “และอีกอันหนึ่ง คือเราได้รับพระราชทานโล่ เป็นองค์กรดีเด่นด้าน เด็กและเยาวชน จากกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ให้รางวัลเราเป็นองค์กรองค์กรหนึ่ง”
หน่า-ทรัพย์ทวี “คือเราก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าการสนับสนุน เราไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง เราไม่รู้ว่ามันมีแนวทางการสนับสนุนแบบไหนบ้าง แต่รู้สึกว่ามันน่าจะมีการยั่งยืนมากกว่านี้”
โจ-ภาสกร  “คือมันเหมือนนักเขียนโครงการเข้าไป มีคนเขียนโครงการเก่งๆ เข้าไป ถึงจะได้คนที่จะได้ทุน เราก็ไม่รู้ว่ายังไง ต้องมีผู้ใหญ่ด้านนี้มาชี้แนะ แต่ตรงนี้มันไม่มี เราเสนอเข้าไปเขาก็เอาของเราใส่ตะกร้า เพราะว่าคนเขียนเยอะแยะ ทำไมต้องเฉพาะเจาะจง”
หน่า-ทรัพย์ทวี “ทำไมต้องตัดสินใจให้ทุนศิลปินจากกระดาษ แต่ศิลปะอย่างเรา ทุกวันนี้เอง ในแง่มุมมองของคนอื่น ว่าเราไม่ได้อะไร คงจะเป็นในชีวิตของพี่นะ บ้านไม่มีอยู่ คือบ้านที่สร้างด้วยไม้ไผ่ อยู่กันจนจะพัง ตอนนี้ก็อาศัยบ้านเขาอยู่ อยู่มาได้ 8 เดือนและไม่มีบ้าน สำหรับ 4 ปีที่เราทำ ถ้ามองในแบบที่เป็นรูปธรรม ในสังคม ในสิ่งที่คนอื่นจะมีกัน คือเราไม่มี ไม่มีบ้าน รถก็พัง ก็ใช้ไปแบบพังๆ แบบนั้น คือไม่มีอะไรที่เป็นรูปธรรม แต่มีแค่ความรู้สึก แต่สิ่งรอบข้างไม่มี มันแห้งแล้งไปหมด”
โจ-ภาสกร  “บางครั้งก็ถูกมอง และพ่อแม่คิดยังไงกับเรา เราไม่รู้จะบอกยังไงว่า บางครั้งคนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อวัตถุอย่างเดียวหรอก ก็ใช่คือผลทางวัตถุ แต่ผลของวัตถุไม่ค่อยมี แต่ผลทางความคิด ทางนามธรรม ความรู้สึก จะไปแชร์ให้กันยังไง  มันไม่ใช่ซื้อลอตเตอรี่นะถูกรางวัลที่ 1 นี่มันคืออีกเรื่องหนึ่ง”

Q ถ้าเกิดมีร้านอาหารที่เขาเห็นในคุณค่าของงานศิลปะเราแล้วเชิญไปเล่นไปโชว์ภายในร้าน จะไปไหม
หน่า-ทรัพย์ทวี “ในส่วนของพี่นะ ถ้าเป็นร้านอาหารพี่ไม่ไปนะ เพราะว่าเค้าจ้างได้แค่ชม.ไม่เกินร้อยที่เชียงใหม่นะ และในบางครั้งที่เราไปเล่นในร้านอาหาร ให้หุ่นเราไปสวัสดีคน ไปเล่นหยอกล้อ คือมันไม่ใช่แนวหรือที่ที่ควรไปอยู่บ้าง พี่เคยเล่นร้านอาหาร พี่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ อยากให้ศิลปวัฒนธรรมของเรา ไม่อิงตามกระแส ดีกว่าที่จะต้องเอาสิ่งที่เราสร้างสรรค์ให้ไปตกตามทุนนิยม กระแสนิยม”
โจ-ภาสกร “ของเราไม่แปรรูปหรือตามกระแส ถึงที่สุดเราก็อยู่ข้างถนน คือคนอื่นเค้าทำก็แล้วแต่เขา มันเป็นธุรกิจของเขาเพราะเขาก็ดูแลธุรกิจดูแลลูกน้องเขา เราถือว่าเราเป็นเรือแจวเล็กๆ ที่ไปหาปลาตามซอกหินต่างๆ เราไม่ถือว่าเราเป็นเรือลำใหญ่ที่ต้องเลี้ยงคนเต็มไปหมด เราอยู่กันสองคน

Q ในอนาคต คณะหุ่นช่างฟ้อนอาจจะมีสมาชิกเพิ่มเป็นไปได้หรือเปล่า
โจ-ภาสกร “ก็น่าจะมี แต่ว่าวันนี้ยังไม่มี เพราะว่าเราไม่ได้ปิดกั้น แต่ต้องดูตัวเองก่อนว่าเหมาะกับคนแบบไหนที่จะมาอยู่มาทำกับเรา จะเป็นแบบไหน เพราะเราให้ความรู้เขาแล้วให้เค้าไปพัฒนาต่อ ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกศิษย์ เพราะงานหุ่นมันไม่ได้จบเพียงเท่านี้ มันมีทั้งงานเพลง เขียนบท  การเล่นละคร แสงสีเสียง องค์ประกอบเยอะไปหมด

Q ดูเหมือนว่ามีความชำนาญในเรื่องของการฟ้อนรำ จบทางด้านการฟ้อนรำโดยตรงมาเลยหรือเปล่า
โจ-ภาสกร “ไม่ได้จบมาทางด้านนี้ แต่ก็พอมีพื้นฐานมาบ้าง เราต้องเข้าใจก่อนว่าหุ่นกระบอกเป็นหุ่นละครนอก มันก็คือการเล่นแบบนั้นแหละ ซึ่งมันเป็นการเล่นแบบโบราณ แต่เราก็นำมาปรับเข้ากับยุคโดยเอาเพลงป็อป เพลงไทยเดิม มาผสมผสานกับเพลงสมัยใหม่ ดนตรีทำใหม่ มีฉาก มีพร็อบ การพูดการอธิบาย การเล่นแบบใหม่ๆ คือหุ่นของเราถือว่าเป็นศิลปะร่วมสมัย ไม่ใช่หุ่นโบราณ”
หน่า-ทรัพย์ทวี  “ก็เหมือนเด็กไทยทุกคนที่ครูจะสอนรำไทย เต้นอะไรพวกนี้ ไม่ได้เก่งถึงกับขึ้นเวที”

Q หลังจากที่ออกสื่อไปแล้วเป็นยังไงบ้าง คนจำได้เยอะขึ้นไหม
หน่า-ทรัพย์ทวี “ก็ยังเล่นที่เดิม เหมือนเดิม ชีวิตเรา คือบางทีนึกว่าเล่นแล้วได้รางวัลระดับโลกมา คนจะมุงเต็มคนจะสนใจ แต่บางทีเล่นบางครั้งก็ไม่มีคนดูเหมือนกัน”
โจ-ภาสกร “แต่พี่ถือว่าพี่ผ่านจุดนั้นมาแล้ว คือไม่มีดูก็ไม่เป็นไร สุดท้ายก็คือใจเรา”

Q รู้สึกยังไงบ้างได้ไปโชว์ที่เมืองนอกที่ต่างชาติรู้คุณค่าวัฒนธรรมของไทยเรา
หน่า-ทรัพย์ทวี “พี่รู้สึกว่า พี่เสียดายคนไทย เสียดายศิลปะแห่งชาติ คือไม่รู้จะบอกว่ายังไง อยากให้คนไทยรักความเป็นไทยมากกว่านี้ คือหุ่นไทยอาจเป็นอะไรที่น่าเบื่อ คือฝรั่งเค้าจะเล่นตลกๆ แต่ของไทยเราอ่อนช้อย คนไทยอาจจะเคยเห็นและเคยชิน จะไม่ค่อยสนใจ แต่นี่มันคือศิลปะของชาติเรา เราทำไมต้องให้ต่างชาติยกย่อง”

Qได้จดลิขสิทธิ์ ศิลปะ หุ่นช่างฟ้อน ไว้หรือเปล่า
โจ-ภาสกร “จะมีก็แต่ผลงานการแสดงสดของเราที่ทำผลิตขาย และก็ผลงานเพลง แต่หุ่นนี่คือศิลปกรรม ก็ถือว่ามีลิขสิทธิ์เราจะแจ้งก็ได้ แต่ก็ถือเป็นงานที่สาธารณะที่ให้ดู ไม่ได้หวง ถามว่าถ้ามีใครมาเลียนแบบเราอย่างนี้เป๊ะๆ เลยก็ต้องว่ากันอีกที แต่ก็คงไม่มีหรอก เพราะงานของเรามันอิสระ มันเป็นงานเผยแพร่ให้คนดูลงยูทูบเราก็ถ่ายลงเอง แล้วหุ่นละครมีความแตกต่างกัน ก็แยกประเด็นคำว่า หุ่นช่างฟ้อน หุ่นนาตยศาลา หุ่นละครเล็ก เป็นแค่ชื่อเฉยๆ แต่พวกเราเป็นคนไทย เล่นเอกลักษณ์ไทยกันอยู่ แต่รูปแบบไม่เหมือนกัน ทีนี้ตอนไปโชว์เราก็จะมีแบบว่า มีโชว์หุ่นทั้งหมด 16 หุ่น แล้วแต่ละหุ่นก็จะมีวิธีการเชิดแตกต่างกัน หุ่นมือ หุ่นสายแบบมารีโฮเน็ตแบบพม่า หุ่นโบราณ แบบไทยที่เชิดจากด้านล่าง”
หน่า-ทรัพย์ทวี “หุ่นช่างฟ้อนก็มีรูปแบบลักษณะของตัวเอง ก็จะเล่นอยู่หลักๆ ที่แตกต่างคือเพลง เพราะจะมีเพลงเป็นของตัวเอง เป็นเพลงที่เราแต่งเอง ดนตรีทุกชิ้นเล่นเอง คืองานที่ออกมาทุกอย่างเราทำเองหมด
Q พูดถึงเรื่องการร่วมงานแสดงหุ่นในปีนี้ที่จะจัดขึ้นที่ปราก ของไทยมีกี่ทีมที่ไปร่วมงาน
หน่า-ทรัพย์ทวี “ปีนี้มีทีมเดียว คือของเวทีที่จะไปแสดงเขาจัดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งที่ 14แล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีทีมไทยก็ไปร่วมหลายคณะ คณะแรกคือโจหลุยส์ ต่อมาคือคณะหุ่นสายเสมา  แล้วก็คณะที่ 3 คือหุ่นช่างฟ้อนของเรา มันทำให้ได้รู้ถึงว่าความพยายามของเราคือแค่ได้เล่นตามถนนคนเดินแล้วเรา สามารถฝ่าฟันไปด้วยเรา 2 คน ถ้าพี่ออกสื่อแล้วคนมาช่วยพี่ มันต้องย้อนไปว่า ที่ผ่านมาผลงานเราต้องดีพอสมควรทำให้คนอยากช่วย อยากนำเสนอ แต่ถ้าคนเราเล่นหรือแสดงมา 3 วันแล้วไปออกข่าวอยากไปคงไม่มีคนสนใจหรอกค่ะ แต่ทุกคนก็เห็นเรื่องราวของเรามาตลอด การต่อสู้เราตั้งแต่ปีก่อนที่ไปโดยที่ไม่ได้ทุนจากกระทรวงเลยแม้แต่บาทเดียว จนมาถึงปีนี้เขาได้เห็นความสำคัญ อย่างบางคน ‘พี่บุ๋ม” เป็นคนที่อยู่ที่สมุยเขาก็บริจาคให้พี่มา เป็นหลักแสน เป็นเจ้าของโรงแรมที่สมุย เขาก็โทร.มาคุยบอกว่าเค้าจะช่วยแต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะโอนเงินให้พอดี ไปเช็กเงินที่ธนาคารก็เห็นมียอดเงินโอนเข้ามาก็คือจากเขา เขาบอกว่าเห็นผลงานมานานและก็ติดใจในการแสดง

Q ทุกวันนี้พอใจหรือยังที่มาถึงตรงนี้ได้
โจ-ภาสกร  “ก็ถือว่าเราได้ขับเคลื่อนมาเองส่วนหนึ่งก็เต็มที่ของเราเรียบร้อย ที่เหลือก็เป็นสังคมที่เป็นส่วนมาช่วย คิดว่าปีนี้ได้ไปแสดงเมืองนอกก็อยากเอาอะไรกลับมาเมืองไทย เพราะเราลงทุนไปครึ่งหนึ่งคือตัวเองและอีกครึ่งหนึ่งก็เป็นสื่อและทั้งภาค รัฐและเอกชนที่สนับสนุนเรา คือบางครั้งก็มีคนถามเราว่าอนาคตล่ะไม่คิดเผื่อบ้างหรอ ถ้าสมมุติเราจะสู้เพื่ออะไรสักอย่างคงไม่คิดถึงอนาคตข้างหน้า เอาแค่ให้ถึงวันนี้ พรุ่งนี้รอดไปก็เอาละ ถ้าคิดไปไกลมากเราจะไม่กล้าทำอะไร”
หน่า-ทรัพย์ทวี “เราก็หวังว่าถ้าเรากลับมาในปีนี้ คือลำพังตัวเราไปนอนไหนก็ได้แต่อยากให้หุ่นมีบ้านอยู่ คือบางครั้งคนเราก็มีหัวใจ แสดงบางทีก็ไม่มีคนดู ก็เศร้า ถามว่ามันเศร้ามันก็ต้องสู้ บางทีมีน้อยใจเหมือนกันบ้านหุ่นก็สัก 2-3 แสน ก็มาคิดว่าหุ่นช่างฟ้อนไร้ค่าโดยไม่มีบ้านอยู่ รัฐน่าจะแบ่งเงินมาสักเล็กน้อยมาสร้างพิพิธภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น แค่อยากถามว่าหุ่นช่างฟ้อนมีค่าพอที่จะเก็บรักษาไหมแค่นั้นเอง ก็ความใฝ่ฝันก็คือว่าอยากจะมีพิพิธภัณฑ์หุ่นไว้น่ะค่ะ”

Q สุดท้ายอยากฝากแนวคิดอะไรบางอย่างให้กับคนที่ติดตามเรื่องราวของเรา หรือผลงานของเราไหม
หน่า-ทรัพย์ทวี “ในชีวิตของคนเรามันก็เกิดมาครั้งเดียว ก็ตายครั้งเดียว ไม่รู้จะตายเมื่อไรด้วย อยากจะให้คนไทยรู้สึกมีความเป็นไทย แล้วที่สุดก็คือรักในหลวง  ทุกวันนี้เราได้ทำอะไรเพื่อพระองค์บ้างหรือยัง”
โจ-ภาสกร “คือเราต้องไปช่วยเหลือตัวเองให้ได้ก่อน อย่าไปโทษคนอื่นหรือคนรอบข้าง เพราะไม่รู้จะไปโทษคนอื่นทำไม ไม่โทษตัวเองเหรอว่าเพราะอะไรเราถึงเป็นแบบนี้ ต้องสู้ด้วยตัวเองด้วย อย่าคิดว่ารออย่างเดียว คือเรามีหน้าที่เกิดมาแล้วก็ต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเอง ไม่ใช่ว่าเอาชีวิตไปทดท้อ รอความหวังให้คนเขามาช่วย ก็ฝากให้ดูชีวิตพี่ที่ล้มเหลวมาเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ ขนาดคนเก็บขยะ เร่ร่อน เขาก็ยังสู้ชีวิตเลย แล้วเราล่ะ มีสังคมมีคนตอบรับ ให้กำลังใจเรา เราก็ต้องสู้ชีวิตต่อไป อย่าท้อแท้หมดหวัง”

เป็นยังไงบ้างล่ะครับ เส้นทางการเดินทางของทั้งคู่ จุดกำเนิดของศิลปะการแสดง “หุ่นช่างฟ้อน” ใครที่ผ่าน จ.เชียงใหม่ก็อย่าลืมแวะไปเยี่ยมคนทั้ง 2 ได้ ทุกคืนวันเสาร์จะแสดงอยู่ที่ถนนวัวลาย  ส่วนคืนวันอาทิตย์จะแสดงอยู่ที่ถนนคนเดินประตูท่าแพ   เมืองเชียงใหม่

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 พระเอกโรตียกนิ้ว "พิงค์กี้" บอลลีวู้ดแจ่มใส
 ก้อง ยันไม่มีอะไร น้ำชา ทวีต "ไม่เห็นค่า"
 อี๊ด ศุภกร ดาวรุ่งเสียงดี เจ้าของผลงานเพลง บ่จำสัญญา
 ข่าวลือ iPhone 5 พร้อมเปิดตัวกันยายนนี้
 10 เว็บไซต์ยอดนิยมในหมวด Software Download
 นับวันยิ่งหวานแอฟเฝ้าสงกรานต์ซ้อมละครเวที
 "เข็ม"ลา"ตี 10"อ้างอิ่มตัวปัดน้อยใจ"วิทวัส"
 กบ-สุวนันท์ คลอดแล้วได้ลูกสาว
 เรื่องย่อละครวนาลี ช่อง3
 ภาพมันฟ้องน้องใหม่กระแซะวี
 หัวลำโพงคึกปชช.เริ่มเดินทางตั๋วถูกจองเต็ม
 ขายทอดตลาดของกลางคดียาเสพติด
 รัฐ-เอกชนระดมช่วยเต็มที่อุทกภัยภาคใต้
 สงครามนางงาม! ปุ๊กลุกเปิดศึกฟ้า
 มิ้นท์ ห่าง แชมป์ รีเทิร์น ควง หมาก ดูคอนเสิร์ต
Copyright © 2010 ดาราออนไลน์:ข่าวดารา รูปดารา ข่าวบันเทิง ดาราไทย ดาราต่างประเทศ ความบันเทิง. | รถเต็นท์มือสอง |PC Virus Protection | Digital SLR Camera Reviews | Talks Tech
| Black Friday Digital SLR Camera Deals | | Laptop Black Friday Deals | | Black Friday Television Deals 2011 | | Power & Hand Tools Black Friday Deals |